-
ควรคืนมัดจำ
เป็นเรานะ ถ้าผู้ขายเสียเวลา เสียโอกาส แล้วผู้ซื้อไม่เสียหรือไง
ก็ต่างคน ต่างเสียเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นควรจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยถือว่า
1. ผู้ซื้อ "โชคร้าย" เจอ ผู้ขายบอกข้อมูลไม่ตรงตามจริง ซึ่งตั้งใจหรือเปล่าไม่ปรักปรำค่ะ
แต่ "ผู้ซื้อ" โชคดีที่ไปดูของ เพื่อตรวจสอบสภาพ จึงไม่ต้องเสียเงินจำนวนมาก
(อาจจะช่วยค่าเดินทางกับเค้าบ้าง เราเคยช่วยค่าเดินทางน้องที่จะเอากระเป๋ามาให้เรา 2 ใบ
แต่น้องมาช้ามาก ซึ่งถ้าเรารอได้ ก็คงรออีกไม่นานนัก แต่เราต้องไปทำธุระต่อ เลยโอนเงินช่วยค่าเดินทางให้)
2. ความจริงแล้ว ผู้ขายควรรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง เพราะคุณมองไม่เห็น
และเข้าใจถึงคำว่า "ตำหนิ" ไม่ตรงกับผู้ซื้อ ทั้งที่ควรจะมีความรอบคอบในการให้ข้อมูลกับผู้ขาย
และพิจารณารอยต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้งานกระเป๋า ซึ่งเราเรียกว่า "ตำหนิ" อย่างละเอียด
(ของมือสอง ก็ไม่ได้แปลว่าจะดีเลิศ เหมือนของใหม่ แต่ราคากับสภาพต้องเหมาะสมกัน)
3. โดยส่วนตัว เราจะไม่ซื้อสินค้าจากผู้ที่ต้องการเงินมัดจำค่ะ เพราะเราไม่มั่นใจว่า
ทั้งสองฝ่ายจะสื่อสารถึงคำว่า "ตำหนิ" ตรงกันหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญาในภายหลังได้
เพราะสำหรับเรา ถ้าสินค้าของผู้ขายเป็นไปตามที่แจ้งรายละเอียดจริง ๆ
เราไม่เคยยกเลิกการซื้อค่ะ ขอให้แจ้งรายละเอียดอย่างชัดเจน เพราะเราจะได้ตัดสินใจ
ถึงสภาพสินค้าที่เกิดจากการใช้งาน และราคาที่เราจะต้องซื้อมือสอง เมื่อเทียบกับมือหนึ่งค่ะ
-
เราอ่านแล้ว ยังไม่อยากพูดเรื่องมัดจำ แต่มันติดใจเรื่องมีรอยนี่แหละ
คนนึงคิดว่ามีรอยคือรอยที่กระเป๋า รอยไหน ๆ ก็คือรอย แต่แม่ค้าคงหมายถึง รอยที่ปขูดขีดไม่มี แต่รอยที่เกิดจากการใช้งานงาน ๆ ไป เช่ยรอยยับของหนัง ไม่ถือเป็นรอย
น่าปวดหัวนะคะเนี่ย จะมีแบบนี้อีกเยอะไหมน้อ
-
ริบได้ในกรณีที่นัดดูสินค้าแต่ลูกค้าไม่ปรากฎตัว
ถ้าลูกค้าไปแต่ไม่พอใจสินค้าเพราะไม่เหมือนที่ลงขายไว้ เราจะว่าเขาไม่ได้ที่ไม่ซื้อ
ดังนั้นเวลานัดดูของต้องเลือกสะดวกทั้งสถานที่และเวลาของผู้ขายและให้โอกาสผู้ซื้อสำรวจสินค้า
ลูกค้าพอใจค่อยจ่ายเงินและรับสินค้าไป
กรณีนี้การริบมัดจำเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง
ถ้าผู้ขายรับนัดดูของสักสิบครั้งและตกกรณีที่สินค้าไม่เป็นไปตามที่ลงขายและริบมัดจำทุกครั้ง เงินนี้เอาไปซื้อกระเป๋าใบใหม่ได้เลย
-
จริงๆ แล้วอยากเห็นรูป ว่ารอยที่มีนั้นเป็นรอยขนาดไหน และอยากเห็นกระทู้ที่โฆษณาขายด้วยค่ะ จะได้เทียบกันได้
แต่ถ้าสภาพไม่ตรงกับที่โฆษณาจริงๆ ก็มีความคิดเห็นดังนี้ค่ะ
เห็นด้วยกับทุกๆ คน ที่ว่าคนขายไม่ควรริบมัดจำเมื่อมีการนัดดูของ แล้วสภาพไม่ตรงกับในโฆษณา อย่างนี้คนขายเอาเปรียบค่ะ เพราะคนที่จะซื้อ ก็แสดงความจริงใจ และตั้งใจที่จะซื้อ โดยการวางเงินมัดจำแล้ว และยังเดินทางมาดูของด้วยตัวเองด้วย
แต่คนขายนอกจากไม่ได้แสดงความจริงใจ ที่จะบอกตำหนิให้หมดแล้ว ยังจะเอาเปรียบโดยการยึดเงินอีก
ราคาที่คนซื้อ และคนขายคุยกันก่อนจะมัดจำ ก็เป็นราคาสำหรับกระเป๋าที่ไม่มีตำหนิ โดยคิดจากข้อมูลที่คนขายให้ไว้แต่แรก แต่เมื่อเห็นของจริง มีตำหนิ ก็ถือว่าไม่ตรงตามที่คุยกันเหมือนกันค่ะ
ถ้าจะพูดถึงค่าเสียเวลา ก็ไม่ใช่ว่าคนขายเสียเวลาฝ่ายเดียวนี่คะ คนที่จะซื้อ ก็เสียเวลา เสียค่าเดินทางมาดูของเหมือนกันค่ะ แล้วก็เสียโอกาสที่จะได้ของด้วย แล้วยังเสียความรู้สึกอีก อย่างนี้คนที่จะซื้อ คิดเงินค่าปรับจากคนขาย ค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาสที่จะซื้อของมั่งได้มั้ยคะ?
.
-
คนจะเอาเงินมาให้ แม่ค้าต้องบริการเค้าไม่ใช่หรือ
จริงๆ นัดดูของที่ไหน แม่ค้าก็ควรเอาไปให้ดูได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ใกล้ ไกล ยังไงก็ตามตกลงกันอีกทีนึง
แต่ที่เด๋วนี้ต้องมีการขอเก็บเงินประกัน (ไม่ใช่เงินมัดจำ) เพราะ
ประเภทนัดแล้วไม่มาถึงเวลาหายตัว ปิดมือถือ ติดต่อไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมาก เจอเองกับตัวเสียอารมณ์อย่างแรง
กรณีของคุณ Koi ไม่ได้เป็นการตกลงว่าจะนัดดูของ หากแต่คุณ Koi ตกลงจะซื้อกระเป๋าใบนั้นเลย
แม่ค้าจึงขอให้วางเงินมัดจำเพื่อจะได้ไม่ต้องไปขายใครอีก
แต่ในเมื่อกระเป๋ามีตำหนิ และสภาพไม่เหมือนกับที่บรรยายไว้ นอกจากแม่ค้าไม่มีสิทธิ์ริบมัดจำแล้ว
ยังควรจะต้องจ่ายค่าเสียเวลาให้ลูกค้าด้วยนะคะแคทว่า
-
การริบเงินประกัน (มัดจำ) คงไม่ถูกต้องค่ะ
เพราะถ้าคนขายจงใจปกปิดตำหนิ บอกตำหนิไม่ครบ
แล้วหากลูกค้าไม่ซื้อ ก็คงต้องคืนเงินจำนวนนั้นให้
แต่ถ้าคนขายอยากได้ค่าเสียเวลา ก็บอกลูกค้าดีๆ ก็ได้
ลองตกลงเรื่องค่าเสียเวลากันดูว่าจะคิดเงินกันเท่าไร
แต่ก็ต้องคิดกลับกันด้วยว่า คนขายหลอกเขามาดูของที่ห่วยเกิน
ลูกค้าเขาก็เสียเวลามาแบบเสียเที่ยวเหมือนกัน
เราคิดว่า เสียเวลาทั้งคู่ แต่เกิดจากความผิดของคนขายที่ปกปิดความจริง
-
ค้าขายแบบนี้ไม่ไหวอะค่ะ เหอะๆ