-
ความเห็นเราอาจจะ แรงๆนะคะ
เราว่าจริงๆแล้วไทยเหมาะที่จะรับจ้างผลิตค่ะ เพราะฝีมือดี ปราณีต แต่การที่จะทำแบรนด์ของตัวเอง
เพื่อให้มีชื่อเสียง และเป็นการเพิ่ม มูลค่าสินค้านั้นค่อนข้างยาก
ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งการตลาด ระบบงาน และอื่นๆ
เราเคยทำงานกับบริษัททั้งไทย และ ไทยที่ under ต่างประเทศ
ทำให้รู้ว่าการตลาดสำคัญมากไม่ใช่แค่คุณภาพเท่านั้น การรักษาภาพลักษณ์ และคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เหตุใหญ่ๆที่ทำให้บริษัทบางที่ยังรับจ้างผลิตอย่างเดียวเพราะ เก่งผลิต ไม่เก่งการตลาด
บางที่พอทำสินค้าได้ และพอออเดอร์เยอะ ก็ควบคุมการผลิตไม่ได้ ดีไม่เหมือนเก่า ควบคุม time line ส่งสินค้าไม่ทัน ฯลฯ
การดีไซน์แบบสินค้าก็สำคัญ หากไม่มีแบบใหม่ดีไซน์ที่สวยทันสมัยออกมาก็ขายลำบาก
คล้ายๆกับการผลิตรถยนต์ในไทยนั่นแหล่ะค่ะ ทำไมแบรนด์ไทยถึงไม่ดัง
เหตุเหมือนกันถ้าไทยทำตามเงื่อนไขของบริษัทนั้นๆ งานจะดี มีคุณภาพ ถ้าทำเองเมื่อไร ก็ไม่ค่อยจะรอดกัน
จริงๆแล้วเราว่ารับจ้างดีแล้ว ไม่ปวดหัวหลายเรื่อง+ ชื่อเสียงของเราอยู่ที่ผลงาน
เหมือนๆกับที่ต่างประเทศจะชอบที่ made in Thailand ดีกว่า Made in China
ยังไงยังงั้น
-
ชอบใบแรกมากค่ะ ดูแล้วไม่แก่ไป ขายเท่าไรอ่ะค่ะ (แอบนอกเรื่องเล็กน้อย)
-
คิดว่าเป็นเพราะ
1. design และ style
2. การควบคุมคุณภาพ
ยกตัวอย่างนะคะ อย่างเราเองโดยปรกติรักชอบเครื่องหนังนิ่มๆประมาณ Chloe, Balenciaga,Mulberry, Francesco Biasia, Miu Miu มากๆ
แต่พอเห็นแบรนด์ไทยก็ไม่ได้คิดรังเกียจรังงอนอะไรนะคะ ชอบเดินเข้าไปดูและยินดีซื้อถึงแม้จะราคาเป็นหมื่น
เพราะไม่ได้ติดยี่ห้อ เท่ากับ สี วัสดุ-หนัง และ แบบ
- สีของเครื่องหนังไทย มักไม่ค่อยถูกใจเราอะค่ะ อย่างทุกปีที่บาลองออก collection ใหม่ๆ ก้อจะมีสีสวยกรี๊ด ทำไมเครื่องหนังไทยไม่มีแบบนั้นบ้าง
- วัสดุ ชอบหนังนิ่มค่ะ ใครทำหนังนิ่ม ก็ได้ใจไป Viera by Ragazze ก้อเป็นตัวอย่างแบรนด์ที่เราชอบหนังเค้า
- แบบ อันเนี้ยสิยาก หาถูกใจยากมากๆ (style ที่เราชอบก้อไม่ซับซ้อนไรเล้ย First, Twiggy, City, Parttime, Work อะไรเงี้ยค่ะ 555) Viera ยังไม่ผ่านนะคะ แต่ล่าสุดเพิ่งไปเจอแบรนด์ใหม่ชื่อ Miah เห็นวางที่ Zen ทั้งแบบทั้งสีทั้งหนังน่ารักถูกใจ ใบเล็กๆใบละสี่ห้าพัน แต่ยังไม่ได้ซื้อ เพราะตอนนั้นยังไม่ีมีคูปอง :P แต่ก้อจะกลับไปซื้อค่ะ
อีกเรื่อง เรื่องการควบคุมคุณภาพน่ะค่ะ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ผลิตมักละเลยเรื่องนี้ การทำแบรนด์ให้โดดเด้งเด่นดังในใจลูกค้าได้นาน จะต้องมองระยะยาวด้วยนะคะ
คุณภาพต้องดีสม่ำเสมอ นั่นหมายถึงการ QC กันอย่างจริงจัง
ไม่ใช่แค่ 2-3 collection ที่ออกมา
แต่หมายรวมถึง สองสามปี หรือสิบปีผ่านไป คุณภาพของคุณยังต้องเนี้ยบบบ เหมือนเดิม
แสดงถึงความตั้งใจ ใส่ใจจริงที่จะสร้างแบรนด์นั้นให้เติบโตอย่างยั่งยืน
อย่างเราเอง ไม่ได้เป็นแฟน LV มีบ้างไม่กี่ใบ แต่พอได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ QC เค้าห่วยลง เพราะขายดีจัด
จริงรึเปล่าไม่รู้ แต่เราก้อว่าจะเลิกซื้อแล้วค่ะ
เรื่องนี้สำคัญนะคะ คุณสร้าง reputation ให้ลูกค้า Trust แล้วต้องรักษามันไว้ให้ได้ด้วย
สรุปแล้วยังมีลูกค้า ที่พร้อมจะเปิดใจ และสนับสนุนของคนไทยทำ (ไม่นับคนที่ติดแบรนด์ ติดของนอก ซึ่งนั่นก็เป็นความพอใจส่วนบุคคล ไม่ว่ากัน )
นั่นหมายถึงของต้องถูกใจด้วย
และรักษาคุณภาพได้ด้วย
เครื่องหนังไทยจะไปได้ไกล ถ้าสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ค่ะ ^^
-
2 Attachment(s)
ศักยภาพของคนไทย
ขอ comment ในเชิง designนะคะ เรื่องการตลาด pscychological aspects ของไม่พูดถึง
อยากจะบอกว่าศักยภาพในการผลิตดีมากนะคะ
งานที่โชวตามรูปอธิบายได้สั้นๆว่า ไม่มี "design" ไม่มี เอกลักษณ์
ก็ึคือไม่ต่างอะไรกับย่ามใส่ของค่ะ
สินค้าพวก brand จะมี value added นะคะ เช่น design เด่นที่เป็น signature เช่น balenciaga
สินค้าที่เราใช้รอบๆเป็นตัวบอกคนอื่นใน first impression ว่าคนนี้เป็นคนยังงัย
คนถือหลุย คนถือบาลอง คนถือflynow คนถือalexanderwang คนถือgreyhound < มันก็บ่งบอกไม่ว่าจะเป็นสถาณะทางการเงิน ความชอบ ETC....
พูดจริง "งอบ" + "design" เข้าไป จะบอกว่าเอาไปเดิน catwalk ยังได้เลยนะคะ
Attachment 41474 +Attachment 41475= ??? ทำไมไม่มีใครทำ?
-
น่าจะพัฒนาทางด้านรูปแบบให้ดูทันสมัยมากกว่านี้ค่ะ เพราะแบบที่ดูๆแล้วบางอันเหมาะกับผู้ใหญ่มากไป น่าจะทำให้ใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่นนะค่ะ
(ลองไปเดิน สยาม หรือที่วัยรุ่นเดินกันเยอะๆนะค่ะ เพราะนอกจากเราจะได้ดูว่าวัยรุ่นเค้าใช้กระเป๋าแบบไหนเรายังได้เห็นว่าเค้าแต่งตัวกันยังไง จะได้ออกแบบกระเป๋าได้เข้ากับเสื้อผ้าที่เค้าใส่ได้ด้วยนะค่ะ)
ชอบการตัดเย็บดูดีมากคะ
-
เราเชื่อว่าคนไทย ทำคุณภาพได้ยอดเยี่ยมค่ะ แต่อย่างที่ทุกคนว่าเรื่อง design ต้องมี concept มีเอกลักษณ์ มีบุคลิกของ brand อีกเรื่องคือการตลาด เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า chanel, balen, LV, Gucci, Hermes, etc. มีมานานเป็นหลัก 100 กว่าปีนะคะ กว่าจะมีคนรู้จักถึงวันนี้มันใช้เวลาสะสม ถ้าคุณคิดว่า คุณอยากทำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักภายในระยะเวลาไม่กี่ปี แล้วอยากให้คนรู้จักขายได้ราคาแบบ brand ข้างต้นก้อคิดผิดค่ะ
คุณอาจจะเริ่มที่ราคาไม่แพงมาก แล้วมี design ทำการตลาดเจาะกลุ่มแบบ niche market แต่เป็น niche market ที่ทรงอิทธิพลอย่างเช่นพวก hi so พวกดาราทั้งหลาย (ตัวอย่างเช่น Thakoon ถูกใจคนมีอิทธิพล เช่น Anna Winstour, Michel Obama ซึ่งทรงอิทธิพลมากมายทั้งทางด้าน fashion และผู้นำ) ถ้าของเราเป็นที่นิยมมากขึ้น ก้อค่อย ๆ ขึ้นราคา ราคาจะถูกปรับไปตาม supply demand ค่ะ อย่างของ brand name แต่ละ brand ราคาก้อสูงขึ้นทุก ๆ ปี
เราเคยฟังสัมภาษณ์จากคุณตัน Oishi ว่า มนุษย์เหมือนปลา ถ้ามีตัวนึงว่ายไปทางทิศนึง อีกหลาย ๆ ตัวก้อจะตามเป็นฝูง พอเปลี่ยนทิศก้อเปลี่ยนตาม ตัวอย่างคนใช้ bb ค่ะ พอสร้าง network คนก้อเริ่มใช้ เริ่มแรกเป็น corporate หลัง ๆ พอพวก celeb ใช้ คนก้อใช้บ้าง ในไทยธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ก้ออย่างเช่น iberry ที่เริ่มต้นร้านเล็ก ๆ แต่มี concept สร้าง design ทำรสชาติไอศครีมที่มีเอกลักษณ์คนไทย ที่ต่างชาติลอกเลียนแบบไม่ได้ นี่สำคัญค่ะ แล้วก้อถูกอกถูกใจกับคนกลุ่มนึงก่อน แล้วมันก้อเปลี่ยน lifestyle ของคนอื่น ๆ มาตามลำดับ
การทำแบรนด์ ถ้าทำถูกทาง ใช่ ตรงใจ มันก้อดังได้ไม่ยาก แต่ว่า ทำอะไรก้อตามมันก้อมีความเสี่ยงนะคะ เราเคยฟังสัมภาษณ์ผู้บริหาร pranda jewelry ที่เค้าเป็น OEM มาก่อน แล้วก้อเริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง แบรนด์แรกคือ Prima Gold ซึ่งเค้าบอกว่า ต้องใช้เงินทุนมหาศาลทำ brand ให้มีคนรู้จัก ซึ่งทำให้ PrimaGold ขาดทุนไป 6 ปี ปีที่ 7 ถึงเริ่มมีกำไร นั่นก้อเป็นอีกตัวอย่างค่ะ อยากให้คิด ๆ ว่า limited budget อย่างเราควรใช้อย่างไร เพราะขนาดบริษัทที่เงินทุนหนา ๆ ยังใช้เวลาถึง 7 ปี ถึงจะมีกำไร คุณมีสายป่านยาวขนาดนั้นหรือไม่
มันก้อต้องคิดค่ะ
1 ถ้าทำ oem ก้อไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ทำตาม order แล้วได้ส่วนต่างจากสินค้า อาจจะ 10-30%
2 ถ้ามีร้านหรือ shop เป็นของตัวเอง ก้อต้องลงทุนมากขึ้น มี stock ก้อต้องคิด 100-300% ขึ้นอยู่กับว่าขายที่ไหน ค่าเช่า margin เท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายคนขายเท่าไหร่ เกิดขายไม่ออกก้อต้อง sale หรือขาย stock เก่า ๆ ขาดทุน ราคาเริ่มต้นเลยต้องสูงเพื่อชดเชยกัน
3 ส่วนถ้าต้องการทำ brand ราคาต้นทุนของตัวสินค้าจริง ๆ ก้ออาจจะแค่ 10-15% ของราคาขาย แต่ก้อต้องมีค่าโฆษณามากมาย ค่าจัด event ทำ promotion ค่าใช้จ่ายของร้าน stock และอื่น ๆ ตามที่กล่าวไว้แล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นมีมากเป็น 80% ของราคาต้นทุนสินค้าค่ะ หรือแล้วแต่ว่าจะบริหารจัดการดีแค่ไหน ถ้าเพิ่งเริ่มเปิดตัวและอยากให้คนรู้จักก้อทุ่มงบหน่อยค่ะ ถ้าคนรู้จักแล้วก้อแค่ maintain ก้อไม่มากเท่าไหร่
ก้อต้อง weight น้ำหนักดูค่ะ
หวังว่าคงช่วยได้บ้างนะคะ เอาใจช่วยคนไทยค่ะ เพราะอยากเห็นคนไทย go inter อย่าง Thakoon, sretsis, etc. ค่ะ
-
ก็อย่าที่หลายๆคนว่านั้นละคะ
มันต้องอาศัยแนวคิดเข้าสู้จริงๆ
แต่ถ้าของเราดีจริง ก็ไม่ต้องกลัวหรอก เพราะยังไงก็ขายได้แน่นอน
-
เมืองไทยมีวัตถุดิบที่ดีหลายอย่างอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มความประณีต + ความคิดสร้างสรรค์ลงไปให้มากกว่านี้ รับรองว่าไม่แพ้แบรนด์ดังๆของต่างชาติอย่างแน่นอนค่ะ
-
http://www.meejai.com/mjphoto.php?imgid=72735
สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ ผู้มีใจรักและเห็นคุณค่าแท้ของกระเป๋า Brandname หรือน้องๆ นิสิต นักศึกษา
หากเดินไปเจอกระเป๋า Brand ใหม่ ที่พอเป็นที่รู้จัก เผอิญเห็นแล้วถูกใจ
โอกาสที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะตัดสินใจซื้อ มากน้อยขนาดไหนเหรอครับ?
และทำไมจึงตัดสินใจหรือคิดจะซื้อกระเป๋าใบนั้นล่ะ?
ขอบคุณทุกความคิดเห็นดีดีครับ
-
ขอบคุณ เพื่อนสมาชิก ที่มาแบ่งปันความรู้ และร่วมแสดงความคิดเห็น
และขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ แนะนำเครื่องมือตัวใหม่ของชุมชนเราด้วยเลยนะครับ
เพื่อนสมาชิกที่มาแบ่งปันความรู้ สามารถจัดเก็บความรู้ที่ตนให้ไว้โดยการกดแค่คลิ๊กเดียว ก็จัดเก็บความรู้ที่แบ่งปันนี้ ไว้ในบล๊อกของตนเองได้ง่ายๆด้วยครับ
เพื่อประโยชน์ในการ บริหารจัดการความรู้ของตนเองได้ด้วยครับ รายละเอียดการจัดเก็บ ความรู้ของตนที่แบ่งปันในกระทู้ ลงบล๊อก อ่านได้ในกระทู้นี้ครับ
ชวนเพื่อนสมาชิก SBN มาใช้บล๊อก & ใหม่!!! แนะนำวิธีคลิกเก็บกระทู้ของตัวเองลงบล็อคได้แบบอัตโนมัติ แค่คลิกเดียว!!
เพื่อนสมาชิกทุกคน สามารถจัดเก็บความรู้ของตนเองด้วยวิธีการดังกล่าวได้เช่นกันครับ
ขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกคนที่แบ่งปันความรู้
ขอบคุณครับ