อ่านแล้วเข้าใจว่าลูกค้าผิดสัญญาก่อนนะคะ คือตกลงกันไว้ว่าวางมัดจำ 10,000 บาท โอนไปเมื่อ 15พ.ค.ส่วนที่เหลืออีก 45,000 ให้ผ่อนชำระ 3 งวด โอนทุกวันที่ 15 ของเดือน คือ 15 มิ.ย., 15 ก.ค. และ 15 ส.ค.

พอถึงวันที่ 15 มิ.ย.ลูกค้าติดธุระ แต่คิดว่ามัดจำไปแล้วและตกลงกันไว้ว่าผ่อนชำระภายใน 3 เดือน เลยคิดว่าเดี๋ยวไปโอนทีเดียวเดือนหน้า 15 ก.ค.รวม 30,000 เลยก็ได้ แต่อันนี้เป็นการคิดไว้กับตัวเองคนเดียวว่าคงไม่เป็นไร (แม่ค้าไม่ได้คิดด้วย) เนื่องจากมัดจำไว้แล้ว และไม่ได้โทรไปทำการตกลงกับแม่ค้าด้วยเนื่องจากยุ่งจนลืม

เมื่อคุณลูกค้าผิดสัญญาตามข้อตกลงแรก แม่ค้าไม่มั่นใจเลยบอกจะเก็บของไว้ให้จนถึง 25 มิ.ย.เท่านั้น ลูกค้าก็โทรไปทำการตกลงกันใหม่ ได้ข้อตกลงใหม่ว่าแม่ค้าจะเก็บกระเป๋าไว้ให้ แต่ลูกค้าต้องเคลี่ยร์เงินให้หมดภายในสิ้นเดือน คือ 30 มิ.ย.

ปรากฎว่าเมื่อถึงวันที่ 30 มิ.ย.คุณลูกค้าติดธุระอีกไปโอนไม่ได้ พอวันที่ 1 ก.ค.คุณลูกค้าก็โทร บอกคุณแม่ค้าว่าธนาคารปิดหมด โอนผ่าน ATM ก็ทำไม่เป็นจริงๆ (ต้องหัดนะจ๊ะ) จะขอเลื่อนเป็น 2 ก.ค คุณลูกค้าผิดข้อตกลงครั้งที่ 2


ลูกค้าผิดข้อตกลงถึง 2 ครั้ง แม่ค้าขายกระเป๋าให้คนอื่นไป คุณลูกค้าขอคืนเงินมัดจำ คุณแม่ค้าบอกว่าจะหักไว้ครึ่งนึง 5,000 บาท คุณลูกค้าบอกว่ามากไป แต่ถ้าถามแม่ค้า แม่ค้าก็ต้องบอกว่ามีสิทธิ์ยึดเงินมัดจำทั้งหมด 10,000 บาท เพราะลูกค้าผิดข้อตกลงก่อน

แม่ค้าได้ขายกระเป๋าไปเป็นเงิน 52,000 บาท จากเดิมตั้งใจไว้ว่าจะขายได้ 55,000 บาท
คุณลูกค้าต้องการต่อรองให้หักเงินมัดจำไว้ 3,000 บาท และคืนเงินให้ 7,000 บาท รึเปล่าคะ โทรคุยกับแม่ค้ารึยัง เรียนสถาบันเดียวกันน่าจะคุยกันได้นะคะ คุยเองดีกว่า อย่าให้คุณแม่คุยเลย รุ่นพี่-รุ่นน้องคุยกันง่ายกว่า

ความเห็นส่วนตัว คุณลูกค้าผิดเต็มๆ แล้วหนูมาโพสที่นี่ คุณแม่ค้าเห็นเข้าจะไม่ยิ่งโมโหเหรอเนี่ย

คุณแม่ค้า ถ้าเข้ามาอ่าน ก็เห็นใจน้องเค้าหน่อยนะคะ เพิ่งเรียนจบด้วย ถ้าช่วยน้องเค้าได้อีกนิดก็ช่วยไปเนาะ

คุยกันดีดี นะค๊า