สรุปครับ จากบทเรียนเรื่องนี้เราจะพบว่า ของปลอมประเภทที่ 2 น่ากลัวกว่าประเภทที่ 1 เยอะครับ โดยกลุ่มสินค้าที่จะถูก remade ให้เป็นของปลอมประเภทที่ 2 ก็คือสินค้าที่มีรายละเอียดในตัวสินค้าไม่มาก ลองนึกภาพตามนะครับ อย่างเวลาเรามองสินค้าอะไรซักชิ้นนึงแล้วคิดตามว่าเค้าผลิตมันขึ้นมาได้อย่างไร ภาพในหัวคุณจะเห็นเลยว่ามันซับซ้อนและยากขนาดไหนในการที่จะผลิตสินค้านั้น เช่นหากเรามองที่รถยนต์เราจะไม่เคยเห็นรถยนต์ปลอมทั้งคัน เราอาจจะเห็นว่ามีแต่อะไหล่ปลอม (อะไหล่เทียม) ทั้งนี้เพราะการจะปลอมรถทั้งคันมันยากครับ
ในส่วนสินค้า brand name ก็เช่นกันครับ สินค้าจำพวก กระเป๋า , นาฬิกา หรือสินค้าอื่นที่มีรายละเอียดและขั้นตอนในการผลิตมากๆ อาจจะต้องใช้เครื่องจักรในการผลิต และมีการลงทุนที่ค่อนข้างสูงในการผลิต ก็จะถูกผลิตออกมาจากผู้ที่มีศักยภาพในการผลิตจึงจัดเป็นสินค้าปลอมประเภทที่ 1 ในส่วนกลุ่มสินค้าที่มีรายละเอียดในตัวสินค้าที่ไม่เยอะเท่า เช่น necktie , ผ้าพันคอ , เสื้อผ้า ฯลฯ นอกจากจะมีทั้งแบบปลอมประเภทที่ 1 ก็จะมีแยกย่อยออกมาเป็นสินค้าปลอมประเภท 2 ด้วยครับ เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้การ remade ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรราคาแพง จึงไม่ใช่เรื่องยากเลยครับที่จะมีสินค้าปลอมประเภทนี้เกิดขึ้น

ปัจจัยต่อไปที่ทำให้มีสินค้าปลอมประเภทที่ 2 เยอะในบ้านเรา ก็ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ เนื่องจากมีวัตถุดิบ (ป้ายแท้ , อะไหล่แท้) จากตลาดมือสองในการที่จะ remade ออกมาเป็นสินค้าปลอมประเภทที่ 2 อีกเรื่องคือ พื้นฐานงานฝีมือหรือหัตถกรรมบ้านเราก็ไม่เป็นรองใครครับ (ไม่ดีครับถ้าใช้ในทางที่ผิด) จึงไม่ยากเลยที่จะพบเจอสินค้าปลอมประเภทที่ 2 ในบ้านเราครับ

ในแง่ของรุ่นสินค้า สินค้าปลอมประเภทที่ 2 มักจะถูก remade ออกมาดูกึ่งๆว่าจะเป็นรุ่น vintage ทั้งนี้เพราะวัตถุดิบที่มีส่วนใหญ่คือของที่ตกรุ่นไปแล้วไม่ว่าจะเป็นป้ายยี่ห้อ , อะไหล่ต่างๆ ซึ่งทำให้พิสูจน์ว่าจริงหรือปลอมลำบาก จะไปดูที่ Shop ก็ไม่มีรุ่นนั้นๆแล้ว กลายเป็นข้ออ้างของผู้ขายเนื่องจากไม่สามารถหาข้อมูลมาอ้างอิงได้

อีกปัจจัยนึงคือในแง่ของการตลาดครับ เป็นใครก็ต้องมีพลาดกันได้ที่จะอดใจไม่ไหว ที่จะได้เป็นเจ้าของ สินค้า brand name ระดับ hi-end ในราคาไม่กี่พันบาท อีกทั้งผู้ขายหลายๆคนก็มีการขายอย่างต่อเนื่องและไม่เคยมีประวัติที่ไม่ดีในการขาย
อย่างผมเคยเห็นมีคนใน SBN คุยกันถึงเรื่อง dress brand name ระดับ hi-end ที่ราคาใน shop ราวๆ สองถึงสามหมื่นบาท แต่มีคนมาลงขายในราคาหลักพันบาท อันนี้คนจะซื้อคงต้องคิดและดูกันให้ละเอียดหน่อยครับ

ถ้าเรามาพูดเฉพาะถึงที่ SBN นะครับ โดยมากการซื้อขายจะเกิดขึ้นจากรูปภาพ ข้อความโฆษณา และสุดท้ายของก็ถูกส่งไปสู่มือผู้ซื้อครับ จะมีบ้างที่ผู้ขายบางรายเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อได้นัดเจอเพื่อดูของก่อนตกลงซื้อขาย แต่ในส่วนสินค้าที่ราคาไม่สูงมาก หลายคนก็อาจจะรู้สึกเสียเวลาในการที่จะนัดเจอกันเพื่อดูของครับ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรระวัง