ถ้าเรื่องไปถึงชั้นศาล เคสนี้ก็จะคล้ายกับคดีนี้เลยค่ะ อ้างอิงจากเว็บนี้นะคะ

http://www.peesirilaw.com/index.php?...=38&No=1219958

อ่านความเห็นที่ 4 ให้ดีนะคะ ตรงไฮไลท์มีสาระสำคัญที่ให้คำตอบกระจ่างมาก

ความเห็นส่วนตัว เราว่าพ่อค้ามีสปิริตดีเลยค่ะ ให้ความร่วมมือเต็มที่ จนเจอตัวโจรตัวการ เพราะถ้าพ่อค้าไม่ช่วย เรื่องถึงศาลพ่อค้าจะเสี่ยงมาก ถ้านำนาฬิกามาคืนให้เจ้าของตัวจริงไม่ได้ ก็อาจจะต้องชดใช้คืนตามราคาเต็มที่เจ้าของซื้อมา

หรือถ้าเรื่องแค่ถึงตำรวจ แล้วพ่อค้าไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าของนาฬิกาคนแรกต้องติดต่อคนที่ซื้อต่อจากพ่อค้าเอง ถ้าเจ้าของนาฬิกาอยากได้นาฬิกากลับคืนมาก็มีทางเดียวคือต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่ลูกค้าที่ซื้อจากพ่อค้าไปเพื่อให้ได้นาฬิกาคืนมา เพราะลูกค้าที่ซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาตจะได้รับการคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1332

แต่ถ้าเรื่องถึงศาลผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของตัวจริงก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันความเป็นเจ้าของนาฬิกา เช่น ใบเสร็จตัวจริง และของราคาขนาดนี้ก็ต้องมีเอกสารเสียภาษีนำเข้ามาแสดงอีก ถ้าเรารู้ว่าหัวขโมยเป็นใครคงไม่ได้รับการปราณีจากเราเป็นแน่ เพราะมันมีแต่เสียกับเสียจริงๆ อย่างไรก็ตามคดีลักทรัพย์ยอมความกันไม่ได้อยู่แล้วค่ะ บรรเทาโทษได้เท่านั้น

ถ้าเรื่องจบลงที่พ่อค้าคืนนาฬิกาให้กับเจ้าของตัวจริง ก็อยากให้พ่อค้าเอาผิดกับหัวขโมยที่มาหลอกขายของให้จนถึงที่สุดนะคะ ถ้าเขาไม่สามารถนำเงินจำนวน 60,000 มาคืนได้ คนผิดก็สมควรต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดค่ะ

ยังไงก็ขอเอาใจช่วยให้ตกลงกันได้ด้วยดี เจรจากันดีๆ ให้เคสนี้จบลงอย่างเป็นธรรมค่ะ