บทเรียนราคาแพง..แพงจริงๆค่ะ หนูควรได้รับขนาดนี้หรือเปล่าคะ - Page 10

กรณีฉ้อโกงต้องการเอกสารดำเนินคดีทางกฎหมายทำอย่างไร       การสร้าง สินค้าแฟชั่น สู่สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนม ความรู้ที่ได้จากชุมชน SBN บทที่1       สมาชิกเก่า สมาชิกใหม่ อ่านหรือยัง สำคัญมากครับ <--"คลิ๊กที่นี่"             
Previous
Next
Downtown
กระทู้แนะนำล่าสุดจาก Downtown
กระทู้แนะนำล่าสุดจาก
กระทู้แนะนำล่าสุดจาก
Page 10 of 12 FirstFirst ... 89101112 LastLast
Results 91 to 100 of 119
  1. #91
    amm's Avatar
    amm is offline Trusted Member Master Brandname
    amm's Bank Account
    • Bank Account 1: 020X2X8X5X

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Sep 2007
    Location
    Bangkok
    Posts
    1,593

    Default

    ความเห็นส่วนตัวคิดว่า น่าจะดูที่ใครถูก ใครผิดมากกว่า ส่วนการยึดเงินมัดจำ ก็เป็นผลมากจากว่าใครถูก ใครผิด ซึ่งภาพที่ออกมา ก็คือคุณลูกค้าเป็นฝ่ายผิดสัญญา คุณแม่ค้าจึงสามารถยึดเงินมัดจำได้ ส่วนจะยึดเงินมัดจำเท่าไหร่ก็น่าจะปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของคุณแม่ค้ามากกว่าค่ะ
    ************************


  2. #92
    due's Avatar
    due is offline Trusted Member SBN Exclusive Master Brandname
    due's Bank Account
    • Bank Account 1: 208X4X2X9X
    • Bank Account 2: 948X0X7X4X

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
    รับผิดชอบต่อชุมชน
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Sep 2007
    Location
    ตจว.
    Posts
    4,204

    Default

    Quote Originally Posted by Oldie_Pang View Post
    ถ้าคิดว่าคนขาย เสียโอกาสในการเอาเงินที่จะได้จากการขายกระเป๋าไปทำประโยชน์อย่างอื่นให้งอกเงยขึ้นได้

    ท่านว่า หากไม่มีข้อสัญญาเรื่องดอกเบี้ยกันไว้ ให้คิดได้ไม่เกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

    งั้น...คนขาย ควรคิดค่าเสียโอกาสที่ 55,000 x 7.5/จำนวนวันที่ต้องรอ = เงินที่ควรจะหักไว้


    ตามความเห็นแป้ง ริบได้ทั้งหมดค่ะ เพราะคู่สัญญาเห็นตรงกันว่า เป็นเงินมัดจำ ถ้าคนซื้อผิดสัญญาก่อน คนขายก้อสามารถริบเงินมัดจำไว้ทั้งจำนวน




    หากคิดว่า เราเป็นพี่เป็นน้องกัน ถ้าอยากจะคิดค่าเสียโอกาส แป้งว่าคิดที่อัตราดอกเบี้ยตามที่กม. กำหนดไว้ก้อพอแล้วค่ะ


    แต่.....ถ้าเกิดแป้งเป็นลูกโทน ไม่มีพี่ไม่มีน้อง ทำไงดีอ่า

    อาจเห็นต่างกับน้องแป้ง เท่าที่ทราบ ทางกฏหมายหากจะมีการหักหรือริบมัดจำ ต้องมีการเตือนล่วงหน้าก่อน
    คือลูกค้าต้องรับรู้มาก่อนว่าถ้าทำแบบนี้หรือช้าไปอีกเท่านี้ต้องโดนยึดหรือหักมัดจำ
    เค๊าก็จะทำใจได้เมื่อต้องโดนหักหรือริบมัดจำ ไม่ใช่อยู่ๆก็มาหัก ไม่รู้ตัวมาก่อน
    แบบนี้ถ้าเอาเข้าจริงๆ ถ้ามีการแจ้งความทางกฏหมายอาจต้องคืนเงินทั้งหมดให้ลูกค้าอ่ะ เพราะไม่ได้เป็นการตกลงกันมาก่อนหน้านี้
    *****เก้าอี้ จะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อมันว่าง *****
    พุทธทาสภิกขุ

  3. #93
    +*+ Sasha +*+'s Avatar
    +*+ Sasha +*+ is offline Registered Member Brandname Fan

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Aug 2008
    Posts
    149

    Wink

    ขออนุญาตแสดงความเห็นค่ะ

    คิดว่าผู้ขายมีสิทธิยึดมัดจำได้ทั้งหมด เพราะผู้ซื้อผิดสัญญา เค้ายึดแค่ครึ่งเดียวก็ถือว่าใจดีแล้วค่ะ
    ผู้ซื้อมีการผิดสัญญาซ้ำๆ ผู้ขายมีการยืดหยุ่นให้ การริบเงินมัดจำแค่ครึ่งเดียวนี่ก็ถือว่าเป็นการยืดหยุ่นให้อีกเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะเป๊ะๆไม่มีการรอมชอมใดๆให้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้นผู้ขายคงยึดเงินทั้งหมดตั้งแต่ผิดสัญญาการผ่อนครั้งแรกแล้ว

    ถ้าพี่เป็นพี่สาวของเจ้าของกระทู้ พี่จะสอนให้ยืดอกยอมรับกฏกติกาของสังคมค่ะ อยู่บ้านมีกฎบ้าน อยู่โรงเรียนมหาลัยก็มีกฏกติกา ยิ่งที่ทำงานก็จะเจอกฏเยอะแยะค่ะ ตามบอร์ดออนไลน์ต่างก็มีกฎแต่ละที่ต่างกันไป เรื่องแบบนี้ถ้าสังคมใจดีเกินไปก็จะเหมือน พ่อแม่รังแกฉันนะคะ

    น้องต่อรองกับพี่คนขายแล้ว น้องพยายามแก้ไขและทำดีที่สุดแล้วหลังทำผิดพลาด ซึ่งการต่อรองเป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่ต่อรองแล้ว เค้าเต็มใจคืนให้ได้แค่ครึ่งเดียว น้องก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของพี่เค้านะจ๊ะ

    อยากให้น้องมองวิกฤตให้เป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองค่ะ อย่าเศร้าเสียใจและหัวเสียไปเลย ชีวิตต้องเจออะไรแบบนี้อีกมากค่ะ คนเราผิดพลาดกันทุกวัน สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากมันบ้าง และอย่าผิดซ้ำเรื่องๆเดิมๆเป็นพอค่ะ รับปัญหาด้วยปัญญาอย่างกล้าหาญไปเลยจ้ะ

    ขอให้มองว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ดีนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

  4. #94
    sichan's Avatar
    sichan is offline Trusted Member Master Brandname
    sichan's Bank Account
    • Bank Account 1: 083X1X5X4X
    • Bank Account 2: 479X0X0X6X
    • Bank Account 3: 292X0X0X0X

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Sep 2007
    Location
    BKK
    Posts
    1,658

    Default

    เป็นบทเรียนราคาแพงของน้องจขกท.ค่ะ พี่หวังว่าต่อไปน้องจะได้รอบคอบมากขึ้น มีความระมัดระวังกับเรื่องสัญญา และวินัยทางการเงิน
    สมมติว่า เจ้าหนี้ในกรณีนี้คือธนาคาร หรือบริษัทบัตรเครดิตต่างๆ เค้าก็จะดำเนินการปรับกรณีผิดนัดชำระ หรือคิดค่าทวงถาม คิดดอกเบี้ยเต็มที่ ซึ่งน้องจะไม่มีโอกาสต่อรองใดๆ เลยค่ะ

  5. #95
    linla_eiaz's Avatar
    linla_eiaz is offline Trusted Member Brandname Fan
    linla_eiaz's Bank Account
    • Bank Account 1: 331X2X3X3X

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Sep 2008
    Posts
    422

    Default

    จิงอยู่ที่คุณเจ้าของกระทู้ผิดสัญญาแม่ค้าก่อน จึงถูกริบเงินมัดจำ

    แต่ว่า...5,000 มันไม่เยอะไปหน่อยเหรอคะ??

  6. #96
    poshy is offline Banned User Brandname Fan

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Feb 2008
    Posts
    503

    Default

    Quote Originally Posted by due View Post
    อาจเห็นต่างกับน้องแป้ง เท่าที่ทราบ ทางกฏหมายหากจะมีการหักหรือริบมัดจำ ต้องมีการเตือนล่วงหน้าก่อน
    คือลูกค้าต้องรับรู้มาก่อนว่าถ้าทำแบบนี้หรือช้าไปอีกเท่านี้ต้องโดนยึดหรือหักมัดจำ
    เค๊าก็จะทำใจได้เมื่อต้องโดนหักหรือริบมัดจำ ไม่ใช่อยู่ๆก็มาหัก ไม่รู้ตัวมาก่อน
    แบบนี้ถ้าเอาเข้าจริงๆ ถ้ามีการแจ้งความทางกฏหมายอาจต้องคืนเงินทั้งหมดให้ลูกค้าอ่ะ เพราะไม่ได้เป็นการตกลงกันมาก่อนหน้านี้

    ไม่จำเป็นค่ะ เพราะเราคิดว่าสัญญานี้มีการกำหนดวันที่แน่นอนคือ ทุกวันที่15 ของเดือน
    ซึ่งไม่ต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าค่ะ แต่ถ้าไม่มีการกำหนดวันที่แน่นอน ก็ต้องเตือนก่อน จึงจะถือว่าผิดสัญญา
    ดูม.204 ป.แพ่งฯ ประกอบ

  7. #97
    poshy is offline Banned User Brandname Fan

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Feb 2008
    Posts
    503

    Default

    ขออกคห.อีกรอบค่ะ รอบแรก ยังอ่านไม่ละเอียด เลยเน้นไปที่ประเด็นเดียวว่า พี่มีสิทธิในการริบเงินน้องหรือเปล่า

    คราวนี้กลับไปอ่านให้ละเอียดแล้ว ขอออกคห.ตามที่เรารู้สึกนะคะ อาจจะไม่ถูกใจบางคนก็ขอโทษด้วย


    สรุปง่ายๆคือ กำหนดจ่ายมี3งวด คือทุกวันที่15 ของเดือน

    เริ่มงวดแรกคือ 15 มิ.ย. น้องเงียบไป ไม่มีการโอนเงินเกิดขึ้น และก็ไม่มีการติดต่อไปบอกทางพี่ด้วย
    ด้วยเหตุผลว่า งานยุ่งมากจนลืม >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่1<<

    น้องอาจจะยุ่งจริงๆ เพราะลืมไป2วันเลย จนวันที่17 มิ.ย. พี่โทรไปถาม น้องบอกว่า ยุ่งมาก
    แต่จะโอนให้คืนนี้ แต่น้องก็ไม่ได้โอน >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่2<<<

    จากนั้น มีการติดต่อระหว่างน้องกับพี่ ทางพี่ก็คงเริ่มไม่เชื่อใจในตัวน้องเท่าไหร่แล้ว เพราะผิดนัดมา2รอบ
    ประกอบกับมีคนติดต่อมาขอซื้อกระเป๋าใบนี้อีกหลายคน พี่เลยถามน้องว่าจะยังเอาอยู่มั้ย?
    (อย่าลืมนึกว่า กรณีลูกค้าเปลี่ยนใจไม่เอาแล้ว มีบ่อยกว่าแม่ค้าเปลี่ยนใจไม่ขายนะคะ และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย
    ที่ลูกค้า CFแล้วหาย หรือจ่ายไปบางส่วนแล้วไม่มีเงินจ่ายต่อ)
    ถึงตรงนี้ น้องคงอาจจะเริ่มรู้สึกกลัว ว่าพี่จะไม่ขายกระเป๋าให้แล้ว เลยบอกว่าจะจ่ายทั้งหมดในวันที่30 มิ.ย.
    ซึ่งตรงนี้น้องก็เป็นคนเสนอเอง พี่ไมได้บังคับ แต่น้องอบกว่าน้องรู้สึกเหมือนโดนพี่บีบ
    >>>ตรงนี้ น้องลองไปทบทวนอีกที ว่าน้องโดนพี่เค้าบีบ หรือ ว่าน้องทำตัวน้องเองให้อยู่ในสถานการณ์หมดความน่าเชื่อถือ หรือหมดเครดิต?<<<

    พอวันที่30 มิ.ย. ก็เหมือนเดิม ไม่มีการโอนเงิน และไม่มีการติดต่อมา
    >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่3<<<

    พอวันที่1 ก.ค. น้องโทรไปบอกพี่ว่าจะโอนให้วันที่ 2ก.ค. เพราะวันที่1 ธนาคารปิด แต่พอวันที่2 ก.ค. กลับเป็นคุณแม่น้องโทรไปหาพี่
    บอกว่ายังไม่สะดวกโอน ขอผลัดออกไปก่อน >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่4<<<

    เอาตรงจุดที่ให้คุณแม่โทร เรามองว่าน้องทำไม่เหมาะสมนักที่ผลักภาระเรื่องนี้ไปให้คุณแม่ ในเมื่อกระเป๋าใบนี้
    น้องบอกว่าน้องด้วยเงินของตัวเอง ไม่รบกวนทางบ้าน ซึ่งพี่เค้าก็ชื่นชมน้องในจุดนี้ด้วยแหละถึงให้น้องผ่อนจ่าย
    แต่พอมีเรื่องเข้าจริงๆ น้องกลับโยนความรับผิดชอบไปให้คุณแม่ ซึ่งท่านไม่เกี่ยวอะไรด้วย
    ในเมื่อน้องเป็นคนทำสัญญา น้องก็ควรจะรับผิดชอบกับการกระทำทั้งหมดด้วยตัวเองอย่าง "กล้าหาญ"

    แต่ เท่าที่เราอ่าน เราไม่เคยเห็นการแสดงความรับผิดชอบ ของน้องเลย
    ซึ่งถ้าหาก น้องมีการแสดงความกระตือรือล้นสักนิด และแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ เราเชื่อว่าเรื่องนี้จะจบลงสวย
    กว่านี้ เช่น น้องอาจจะได้ยืดเวลาผ่อนไปอีก2งวด หรือ พี่อาจจะไม่ขายให้น้องแล้วแต่ก็คืนเงินน้อง10,000เต็มจำนวน

    แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะทางพี่ก็เสียความรู้สึกและเสียเวลา (ตั้งแต่วันที่15มิ.ย. ถึง2 ก.ค.) บางคนอาจจะมองว่าแค่
    2สัปดาห์เอง แต่เวลาของฝ่ายที่ถูกผิดนัด มันเดินช้ากว่าฝ่ายผิดนัด
    ลองนึกดูถ้าเราต้องคอยตามลูกค้าที่บอกจะโอน แต่ก็ไม่ยอมโอนสักที ทั้งที่เราก็ไมได้ตั้งใจจะขายผ่อนแต่แรก
    แถม เงินก็จมไปหลายหมื่น


    สำหรับเรา เราคิดว่า การที่คนขายให้เราผ่อนจ่าย เราควรจะต้องเกรงใจให้มากกว่าการซื้องวดเดียว
    เพราะการผ่อนจ่าย เพราะคนขายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเราได้เปรียบอยู่แล้ว (โดยเฉพาะกรณีเราขอผ่อนเอง)
    ดังนั้น จะมาผิดนัดอีกมันดูไม่รับผิดชอบ และไม่มีความเกรงใจเลย

    จริงอยู่ที่น้องบอกว่าน้องไม่โกง แต่การที่น้องผิดสัญญาถึง4รอบ มันก็ไมได้ดูดีไปกว่าการโกงมากนัก

    เราคิดว่าเรื่องนี้ น่าจะเป็นข้อคิดของการไม่พร้อมจะทำการซื้อกระเป๋ามากกว่าจะมามองเรื่องแม่ค้าริบเงินค่ะ
    เพระเราไม่สามารถไปกำหนดคนขายได้ แต่เรากำหนดตัวเราเองให้ทำถูกต้องได้
    เหมือนเราจะป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไรเวลาขับรถน่ะค่ะ
    คือเราไม่รู้หรอกคนคันข้างหลังเราจะขับถูกกฎจราจรหรือไม่ แต่เราขับถูกกฎจราจรได้นี่คะ
    ก็คล้ายกัน แม่ค้าจะริบเงินเราหรือไม่ เราไม่รู้ แม่ค้าแต่ละคนก็มีบรรทัดฐานและความคิดแตกต่างกัน
    แต่ถ้าตัวราทำตามหน้าที่ของผุ้ซื้ออย่างถูกต้องแล้ว ปัญหาทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น






    สุดท้าย



    สำหรับเรา อาจจะมอง ต่างจากคนอื่น เพราะเรามองว่า เรื่องนี้น่าจะเป็นอุทธาหรณ์เรื่อง การใช้เงินเกินตัว จนทำให้มีปัญหาตามมาภายหลัง
    ไม่ได้ว่าคนที่ผ่อนใช้เงินเกินตัว แต่ถ้าจะผ่อนจ่าย ก็ต้องmake sureว่ามีกำลังผผ่อนด้วย
    ส่วนเรื่องการริบเงิน เป็นเรื่องรอง เพราะตามกฎหมายก็มีบอกไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ยังไงให้เรื่องการริบเงินเป็นเรื่องที่ว่า
    ไปตามกฎหมายกันดีกว่า เพราะบรรทัดฐานของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คือบางคนอาจจะไม่ริบ บางคนอาจจะริบครึ่งหนึ่ง บางคนอาจจะริบหมด
    ถ้าจะมาแสดงความเห้นเรื่องริบเงิน อาจจะไม่สามารถหาข้อยุติได้ เพระแต่ละคนมีบรรทัดฐานต่างกัน

    แต่เรื่อง"การใช้เงิน" ไม่มีกฎหมายมาบอกว่าเราใช้เงินเกินตัวไปหรือยัง?
    มีแต่ตัวเราเท่านั้น ที่ต้องใช้สติให้มากๆ ว่า ณ ตอนนี้เราควรซื้อของสิ่งนี้แล้วหรือยัง เรามีความพร้อมในการผ่อนจ่ายหรือไม่
    ถ้าเราซื้อไปแล้ว เราจะมีเงินเหลือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ฯลฯ
    เพราะผลของการใช้เงินเมื่อไม่มีความพร้อมมันจะส่งผลเสียได้
    Last edited by poshy; 08-07-09 at 17:43.

  8. #98
    clumsylady's Avatar
    clumsylady is offline Trusted Member Brandname Fan
    clumsylady's Bank Account
    • Bank Account 1: 099X9X3X1X
    • Bank Account 2: 077X5X3X7X

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Dec 2008
    Location
    Samkhok, Pathumtani
    Posts
    380

    Default

    Quote Originally Posted by poshy View Post

    สำหรับเรา เราคิดว่า การที่คนขายให้เราผ่อนจ่าย เราควรจะต้องเกรงใจให้มากกว่าการซื้องวดเดียว
    เพราะการผ่อนจ่าย เพราะคนขายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเราได้เปรียบอยู่แล้ว (โดยเฉพาะกรณีเราขอผ่อนเอง)
    ดังนั้น จะมาผิดนัดอีกมันดูไม่รับผิดชอบ และไม่มีความเกรงใจเลย

    จริงอยู่ที่น้องบอกว่าน้องไม่โกง แต่การที่น้องผิดสัญญาถึง4รอบ มันก็ไมได้ดูดีไปกว่าการโกงมากนัก

    เราคิดว่าเรื่องนี้ น่าจะเป็นอุทธาหรณ์ของคนไม่พร้อมจะทำการซื้อกระเป๋ามากกว่าจะมามองเรื่องแม่ค้าริบเงินค่ะ
    เพระเราไม่สามารถไปกำหนดคนขายได้ แต่เรากำหนดตัวเราเองให้ทำถูกต้องได้
    เหมือนเราจะป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไรเวลาขับรถน่ะค่ะ
    คือเราไม่รู้หรอกคนคันข้างหลังเราจะขับถูกกฎจราจรหรือไม่ แต่เราขับถูกกฎจราจรได้นี่คะ
    ก็คล้ายกัน แม่ค้าจะริบเงินเราหรือไม่ เราไม่รู้ แม่ค้าแต่ละคนก็มีบรรทัดฐานและความคิดแตกต่างกัน
    แต่ถ้าตัวราทำตามหน้าที่ของผุ้ซื้ออย่างถูกต้องแล้ว ปัญหาทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น
    เห็นด้วยกับความคิดเห็นตรงนี้ค่ะ
    คิดด้วยว่า หากน้อง "กล้าหาญ" ที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แล้วคุยกับแม่ค้าตรงๆ เรื่องความไม่พร้อม
    หรือปัญหาที่มีอยู่ ผลสรุปออกมาอาจจะเปลี่ยนไปจากนี้ก็ได้นะคะ

  9. #99
    FH666's Avatar
    FH666 is offline Trusted Member Brandname Fan
    FH666's Bank Account
    • Bank Account 1: 070X6X7X3X

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Oct 2008
    Location
    BKK
    Posts
    425

    Default

    Quote Originally Posted by oum_ja View Post
    ไม่มีข้อโต้แย้งประเด็นที่น้องเตยตั้งขึ้นหรอกนะค่ะ เพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้คนที่รู้ดีที่สุดคือทั้งสองฝ่าย อีกอย่างเรื่องนี้ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี สำหรับผู้ที่จะทำการซื้อขายกับคนในเวป(ไม่เคยเห็นหน้าตากันมาก่อน) ขนาดรู้หน้ายังไม่รู้ใจ นับประสาอะไรกับคนไม่เคยเห็นหน้า

    ไม่เถียงค่ะ LAWS เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสำคัญในการจัดระเบียบสังคม แต่ ETHICS ก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นสังคมมีระเบียบที่ดีได้เพราะ LAWS แต่จะน่าอยู่ขึ้นเพราะมี ETHICS ในจิตใจค่ะ
    ethics ของคุณแม่ค้าในที่นี้ ไม่ได้อยู่ที่คืนเงินที่ตนมีสิทธิได้โดยชอบ 5000 บาทให้แก่คุณลูกค้าเหรอคะ? อันนี้เตยไม่ได้อยากจะคะคานอะไรนะ เพียงแต่หลายความเห็นบอกว่าหักมากไป ควรคืนอีก ทั้งที่เขาก็ใช้สิทธิไม่เต็มสิทธิอยู่แล้ว เราเอาอะไรมาบอกเขาว่าหักมากหรือน้อยไปอย่างไร ในเมื่อเงินจำนวนนี้ควรเป็นความสมัครใจของคุณแม่ค้า

    ในความรู้สึกเตย ถ้าจะเปรียบก็คงเหมือนว่า ทำบุญ 100 บาท แล้วคนว่าทำไมไม่ทำ 200 ล่ะมั้งคะ

    เมื่อมีความขัดแย้งด้านนิติกรรมสัญญา เตยก็ยังมีความเห็นว่าควรใช้หลักกฎหมายเข้ามาจัดบรรทัดฐาน เพราะความเห็นและมุมมองของคนเราไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เปลี่ยนไปมาได้เสมอ ไม่เที่ยงแท้ ส่วนว่าเมื่อได้คำวินิจฉัยตามผลแห่งกฎหมายแล้ว ใครจะลดหย่อนสิทธิฺของตนด้วยความสมัครใจอย่างไร ก็ควรเป็นสิทธิส่วนตัวของคนนั้นและข้อตกลงกับคู่กรณีมากกว่าค่ะ


    ขอเพิ่มเติมเรื่องหักเงินโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อันนั้นใช้เฉพาะสัญญาไม่มีกำหนดเวลาเท่านั้นค่ะ บอกกล่าวนี้ก็คือบอกกล่าวให้ชำระหนี้นะคะ ไม่ใช่บอกว่าจะริบมัดจำ เรื่องริบไม่ต้องบอกเพราะกฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้วที่ ม. 378 (ถ้าจะไม่ริบ หรือจะริบครึ่งเดียวสิคะ ต้องมีการบอกกันก่อนตั้งแต่ตกลงผ่อนชำระกัน) กรณีนี้เป็นสัญญามีกำหนดเวลา คุณลูกค้าก็ทราบอยู่แล้วว่าตนผิดนัด คุณแม่ค้าไม่มีหน้าที่ต้องเตือนค่ะ
    Last edited by FH666; 08-07-09 at 19:46.

  10. #100
    bestofME is offline Registered Member Newbie Brandname

    มีส่วนร่วมต่อความมั่นคงของชุมชน
    (เครื่องมือ อยู่ระหว่างทดลองใช้ ดูรายละเอียดที่นี่):
     
      View Positive Feedback  
      View Negative Feedback  
    Join Date
    Jun 2009
    Posts
    43

    Default

    กว่าจาอ่านจบ -__-'

    pointคืออยากได้แต่เงินไม่พอเลยขอผ่อน แต่พอผ่อนดันไม่มีไปจ่ายตามกำหนด เลยโดนยึดมัดจำครึ่งนึง

    เฮ่อ...ถ้าต้องเหนื่อยขนาดนี้ก็อย่าไปถือมันเลยใบละครึ่งแสนเนี่ย

Page 10 of 12 FirstFirst ... 89101112 LastLast