Quote Originally Posted by oum_ja View Post
ขอออกความเห็นแบบกลางๆเลยนะค่ะ

เราว่าเคสนี้ผิดทั้งคู่ค่ะ อยากให้มองที่ละประเด็น

น้องเมษ์ ผิดในแง่ที่จ่ายเงินช้า ไม่ตรงตามนัด

คุณแม่ค้า ผิดในแง่ที่ มีการตั้งเงื่อนไขให้ผ่อนชำระ ได้ภายในสามเดือน แต่ว่าพอไม่ถึงเดือนก็บีบลูกค้าว่ามีลูกค้าสนใจ และต้องการขาย ดังนั้นจึงแจ้งให้ทราบที่หลัง

ถ้ามองในแง่เสียเปรียบ ก็เสียเปรียบทั้งคู่

น้องเมษ์ โดนหักไปถึงครึ่งหนึ่งของเงินมัดจำ โดยที่ไม่ได้ของอะไรเลย

คุณแม่ค้า เสียเวลาในการค้าขาย แทนที่จะได้เงินมาหมุนเร็ว

มองในแง่การได้เปรียบ

น้องเมษ์ ไม่ได้เปรียบอะไรทั้งสิ้น เสียเวลาไม่พอ ก็เสียเงินฟรีๆไปห้าพันบาท

คุณแม่ค้า ได้เงินมาห้าพันบาท โดยที่ของก็ยังไม่สึกหรอ แถมยังขายใบนั้นให้คนอื่นๆได้อีก

เท่าที่อ่านดู เหมือนว่าทั้งสองฝ่าย คุยกันด้วยวาจา มิได้มีการร่างสัญญาซื้อขายใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการพูดเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจล้วนๆๆ

เคสนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะต่อไปนี้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ควรทำข้อตกลงด้วยการเขียนบนสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การที่แม่ค้าจะละเมิดขอขายของก่อนเวลา ก็ไม่มีเหตุผลอันควรที่จะริบมัดจำถึงครึ่งหนึ่งเช่นกัน

และอีกประเด็นหนึ่งอยากทิ้งท้ายให้คิดในมุมมองกลับกัน ถ้าผู้ขายมีการลงขายของสักสามชิ้น แล้วให้มีการผ่อนชำระได้ ภายในสามเดือน แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่เป็นไปตามที่กล่าว แต่ต้องการขายก่อนเวลา ทั้งที่มีเงินมัดจำของลูกค้าอยู่ แน่นอนว่าลูกค้าโดยมากต้องพยายามหาเงินมาให้ทัน แต่พอไม่ทันก็ริบเงินมัดจำนั้น

อืม....ถ้าเป็นแบบนี้ สามใบคูณ5000บาท ก็หาเงินได้ง่ายๆถึง 15000บาท เชียวนะเนี้ย ของก็ไม่เสีย แถมไม่ได้โกง กำไรเห็นๆ น่าคิดจริงๆๆ

ยังไงก็เห็นด้วยกับคุณ oum_ja ค่ะ


มันอาจจะต่างกันตรงที่ คนนึงคิดว่าซื้อ-ขาย แบบรุ่นพี่ รุ่นน้อง


แต่อีกคนคิดว่า มันคือ ธุรกิจ ปัญหามันเลยเกิด


ขอออกตัวก่อนนะคะ ว่าไม่รู้จักทั้งคู่ค่ะ


ยังไงก็ขอให้เรื่องจบลงด้วยดีค่ะ