Quote Originally Posted by poshy View Post
ขออกคห.อีกรอบค่ะ รอบแรก ยังอ่านไม่ละเอียด เลยเน้นไปที่ประเด็นเดียวว่า พี่มีสิทธิในการริบเงินน้องหรือเปล่า

คราวนี้กลับไปอ่านให้ละเอียดแล้ว ขอออกคห.ตามที่เรารู้สึกนะคะ อาจจะไม่ถูกใจบางคนก็ขอโทษด้วย


สรุปง่ายๆคือ กำหนดจ่ายมี3งวด คือทุกวันที่15 ของเดือน

เริ่มงวดแรกคือ 15 มิ.ย. น้องเงียบไป ไม่มีการโอนเงินเกิดขึ้น และก็ไม่มีการติดต่อไปบอกทางพี่ด้วย
ด้วยเหตุผลว่า งานยุ่งมากจนลืม >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่1<<

น้องอาจจะยุ่งจริงๆ เพราะลืมไป2วันเลย จนวันที่17 มิ.ย. พี่โทรไปถาม น้องบอกว่า ยุ่งมาก
แต่จะโอนให้คืนนี้ แต่น้องก็ไม่ได้โอน >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่2<<<

จากนั้น มีการติดต่อระหว่างน้องกับพี่ ทางพี่ก็คงเริ่มไม่เชื่อใจในตัวน้องเท่าไหร่แล้ว เพราะผิดนัดมา2รอบ
ประกอบกับมีคนติดต่อมาขอซื้อกระเป๋าใบนี้อีกหลายคน พี่เลยถามน้องว่าจะยังเอาอยู่มั้ย?
(อย่าลืมนึกว่า กรณีลูกค้าเปลี่ยนใจไม่เอาแล้ว มีบ่อยกว่าแม่ค้าเปลี่ยนใจไม่ขายนะคะ และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย
ที่ลูกค้า CFแล้วหาย หรือจ่ายไปบางส่วนแล้วไม่มีเงินจ่ายต่อ)
ถึงตรงนี้ น้องคงอาจจะเริ่มรู้สึกกลัว ว่าพี่จะไม่ขายกระเป๋าให้แล้ว เลยบอกว่าจะจ่ายทั้งหมดในวันที่30 มิ.ย.
ซึ่งตรงนี้น้องก็เป็นคนเสนอเอง พี่ไมได้บังคับ แต่น้องอบกว่าน้องรู้สึกเหมือนโดนพี่บีบ
>>>ตรงนี้ น้องลองไปทบทวนอีกที ว่าน้องโดนพี่เค้าบีบ หรือ ว่าน้องทำตัวน้องเองให้อยู่ในสถานการณ์หมดความน่าเชื่อถือ หรือหมดเครดิต?<<<

พอวันที่30 มิ.ย. ก็เหมือนเดิม ไม่มีการโอนเงิน และไม่มีการติดต่อมา
>>>น้องผิดสัญญาครั้งที่3<<<

พอวันที่1 ก.ค. น้องโทรไปบอกพี่ว่าจะโอนให้วันที่ 2ก.ค. เพราะวันที่1 ธนาคารปิด แต่พอวันที่2 ก.ค. กลับเป็นคุณแม่น้องโทรไปหาพี่
บอกว่ายังไม่สะดวกโอน ขอผลัดออกไปก่อน >>>น้องผิดสัญญาครั้งที่4<<<

เอาตรงจุดที่ให้คุณแม่โทร เรามองว่าน้องทำไม่เหมาะสมนักที่ผลักภาระเรื่องนี้ไปให้คุณแม่ ในเมื่อกระเป๋าใบนี้
น้องบอกว่าน้องด้วยเงินของตัวเอง ไม่รบกวนทางบ้าน ซึ่งพี่เค้าก็ชื่นชมน้องในจุดนี้ด้วยแหละถึงให้น้องผ่อนจ่าย
แต่พอมีเรื่องเข้าจริงๆ น้องกลับโยนความรับผิดชอบไปให้คุณแม่ ซึ่งท่านไม่เกี่ยวอะไรด้วย
ในเมื่อน้องเป็นคนทำสัญญา น้องก็ควรจะรับผิดชอบกับการกระทำทั้งหมดด้วยตัวเองอย่าง "กล้าหาญ"

แต่ เท่าที่เราอ่าน เราไม่เคยเห็นการแสดงความรับผิดชอบ ของน้องเลย
ซึ่งถ้าหาก น้องมีการแสดงความกระตือรือล้นสักนิด และแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ เราเชื่อว่าเรื่องนี้จะจบลงสวย
กว่านี้ เช่น น้องอาจจะได้ยืดเวลาผ่อนไปอีก2งวด หรือ พี่อาจจะไม่ขายให้น้องแล้วแต่ก็คืนเงินน้อง10,000เต็มจำนวน

แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะทางพี่ก็เสียความรู้สึกและเสียเวลา (ตั้งแต่วันที่15มิ.ย. ถึง2 ก.ค.) บางคนอาจจะมองว่าแค่
2สัปดาห์เอง แต่เวลาของฝ่ายที่ถูกผิดนัด มันเดินช้ากว่าฝ่ายผิดนัด
ลองนึกดูถ้าเราต้องคอยตามลูกค้าที่บอกจะโอน แต่ก็ไม่ยอมโอนสักที ทั้งที่เราก็ไมได้ตั้งใจจะขายผ่อนแต่แรก
แถม เงินก็จมไปหลายหมื่น


สำหรับเรา เราคิดว่า การที่คนขายให้เราผ่อนจ่าย เราควรจะต้องเกรงใจให้มากกว่าการซื้องวดเดียว
เพราะการผ่อนจ่าย เพราะคนขายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเราได้เปรียบอยู่แล้ว (โดยเฉพาะกรณีเราขอผ่อนเอง)
ดังนั้น จะมาผิดนัดอีกมันดูไม่รับผิดชอบ และไม่มีความเกรงใจเลย

จริงอยู่ที่น้องบอกว่าน้องไม่โกง แต่การที่น้องผิดสัญญาถึง4รอบ มันก็ไมได้ดูดีไปกว่าการโกงมากนัก

เราคิดว่าเรื่องนี้ น่าจะเป็นข้อคิดของการไม่พร้อมจะทำการซื้อกระเป๋ามากกว่าจะมามองเรื่องแม่ค้าริบเงินค่ะ
เพระเราไม่สามารถไปกำหนดคนขายได้ แต่เรากำหนดตัวเราเองให้ทำถูกต้องได้
เหมือนเราจะป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไรเวลาขับรถน่ะค่ะ
คือเราไม่รู้หรอกคนคันข้างหลังเราจะขับถูกกฎจราจรหรือไม่ แต่เราขับถูกกฎจราจรได้นี่คะ
ก็คล้ายกัน แม่ค้าจะริบเงินเราหรือไม่ เราไม่รู้ แม่ค้าแต่ละคนก็มีบรรทัดฐานและความคิดแตกต่างกัน
แต่ถ้าตัวราทำตามหน้าที่ของผุ้ซื้ออย่างถูกต้องแล้ว ปัญหาทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น
เห็นด้วยกับคุณposhy มากๆค่ะ

พี่เห็นใจผู้ขายนะคะ เพราะว่าน้องผิดนัดหลายครั้ง แล้วที่ผู้ขายหักเงิน 5000 พันบาทนั้นพี่ว่าผู้ขายก็ไม่ได้ทำเกินไปนะคะ

การที่น้องจะผ่อนของกับใคร น้องควรจะมีความรับผิดชอบสูงมากกว่านี้นะคะ ถ้าวันที่ 15 น้องรู้ว่าน้องไม่สามารถไปโอนเงินได้ตามกำหนด น้องควรจะรีบโทรบอกผู้ขายทันทีว่าขอเลื่อนไปโอนเป็นวันพรุ่งนี้ หรือโอนไม่เกินวันที่เท่าไหร่ก็ว่าไป....

แล้วอีกเรื่องตรงที่น้องบอกว่า ผู้ขายบอกน้องว่าให้เวลาโอนถึงวันที่ 25 มิ.ย. พี่ว่าผู้ขายเค้าหมายความว่าให้น้องโอนเงินงวดแรก 15000 บาทก่อนวันนั้น ไม่ใช่บีบให้น้องโอนเงินทั้งหมดภายในวันที่ 25 นะคะ...