ถ้าเอาประเด็นว่าใครผิดใครถูก คุณLittle Princessเป็นฝ่ายผิดนัดชำระหนี้ก่อนนะคะ เพราะคุณLittle Princess มีหน้าที่ต้องชำระเงินค่ากระเป๋าที่เหลือตามสัญญากับคุณแม่ค้า
แต่คุณLittle Princessผิดนัดชำระ ตามที่คุณแม่ค้าบอกว่าวันที่15 มิ.ย. ถ้าคู่สัญญาตกลงกันวันที่15 มิ.ย.แน่นอน แล้ววันที่15 มิ.ย.คุณLittle Princessไม่โอนเงินมา
ก็ถือว่าคุณLittle Princessตกเป็นผู้ผิดนัดโดยที่ฝ่ายคุณแม่ค้าไม่จำเป็นต้องเตือนก่อน แต่ถ้าไม่ได้กำนหดวันที่แน่นอนตามปฏิทิน แต่เป็นการกำหนดคร่าวๆเช่น นัดชำระช่วงกลางเดือนมิ.ย.
คุณแม่ค้าก็อาจจะเตือนคุณLittle Princessไปก่อน แต่ถ้าถึงวันกำหนดชำระ คุณLittle ยังไม่ชำระก็ถือว่าเป็นฝ่ายผิดนัดชำระหนี้(ผิดสัญญา)

ส่วนประเด็นที่ว่า คุณแม่ค้าควรคืนเงินหรือริบเงิน? ก็ต้องพิจารณาว่า เงินที่ทางลูกค้าได้ให้ไว้กับแม่ค้าคือมัดจำ หรือ เงินที่เป็นการชำระราคาค่ากระเป๋าบางส่วน
เพราะถ้าเงินก้อนนี้เป็นเงินมัดจำ ผู้ขายคือคุณแม่ค้าก็มีสิทธิที่จะริบเงิน เพราะคุณลูกค้าผิดสัญญา
แต่ถ้าเงินก้อนนี้คือเงินดาวน์ หรือ เงินส่วนหนึ่งของราคากระเป๋าที่ลูกค้าชำระให้กับแม่ค้า แม่ค้าก็ไม่มีสิทธิที่จะริบเงินจำนวนนี้ได้ แม้ลูกค้าจะผิดสัญญา คุณแม่ค้าก็ต้องไปฟ้องร้องเอาทางแพ่ง


แต่...ปัญหาก็คือว่า เงินที่ลูกค้าให้ไว้ เป็นมัดจำหรือเงินดาวน์? ก็ต้องมาพิจารณาถึงเจตนาของคู่สัญญาว่า กำหนดให้เป็นมัดจำหรือไม่?
โดยมัดจำจะต้องมีลักษณะที่ให้ไว้เป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา และหากฝ่ายที่ให้มัดจำผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถริบเงินนั้นได้
แต่หากไม่ได้ระบุไว้เช่นนั้น ก็ไม่ถือเป็นเงินมัดจำ แต่อย่าลืมว่าเงินดาวน์กับเงินมัดจำมักเกี่ยวพันกัน และบางครั้งเงินดาวน์ก็เป็นทั้งการชำระหนี้บางส่วนและเงินมัดจำ



แต่ยังไงก็อยากให้เห็นใจแม่ค้าด้วย เพราะการที่คนซื้อวางเงินมัดจำหรือชำระเงินบางส่วน ไม่ได้แปลว่าคนซื้อมีอำนาจต่อรอง
หรือมีสิทธิเหนือแม่ค้า บางคนอาจจะคิดว่า "ชั้นจะจ่ายงวดต่อไปไม่ตรงเวลาก็ได้ เพระชั้นจ่ายเงินไปส่วนหนึ่งแล้ว
ของชิ้นนี้เป็นของชั้นแล้ว และแม่ค้าก็ต้องเก็บถนอมของสิ่งนั้นไว้ให้ชั้นเพียงผู้เดียว เพระแม่ค้าได้เงินชั้นไปแล้ว"
ซึ่งคนซื้อที่เข้าใจแบบนี้ นอกจากจะเข้าใจผิดแล้ว เพราะกรรมสิทธิ์จะไปยังคนซื้อต่อเมื่อมีการชำระเงินครบงวด
ยังถือว่าเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและไร้ความรับผิดชอบมากๆด้วยเพราะการที่คนขายตกลงให้คุณผ่อนชำระได้ ก็ถือว่าเป็นประโยชน์แก่ทางฝ่ายคนซื้ออยู่แล้ว
เพระตามปรกติคนขายย่อมอยากได้เงินก้อนมากกว่า และคนขายยังเสียประโยชน์ในการที่จะได้รับเงินก้อนจากคนซื้อรายอื่นๆ ที่เสนอซื้อมาในช่วงที่คุณผิดนัดชำระหนี้ หรือติดต่อไม่ได้

คือถ้าเรื่องเงิน เป็นเรื่องใหญ่สำหรับตัวคนซื้อแล้ว ก็อยากจะบอกว่า เงินก็เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนขายเช่นกัน ใจเขาใจเราค่ะ